.jpg)
แค่ราคาน้ำมันขยับ แต่ทำไมทั้งค่าขนส่ง บรรจุภัณฑ์ และวัตถุดิบถึงขยับตามหมด? เบื้องหลัง “ต้นทุนที่มองไม่เห็น”
ในวงจรธุรกิจอาหาร “กำไร” ไม่ได้ถูกกำหนดแค่จากค่าวัตถุดิบหน้าร้าน แต่รวมไปถึงโครงสร้างต้นทุนที่เชื่อมโยงกัน ข้อมูลจาก กระทรวงพาณิชย์ ชี้ชัดว่าราคาสินค้าทุกอย่างมีน้ำหนักของค่าโลจิสติกส์ และการตลาดเป็นส่วนประกอบสำคัญ สำหรับร้านอาหารที่ต้องพึ่งพาการขนส่ง และบรรจุภัณฑ์พลาสติก พายุลูกใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้
ชนวนเหตุสำคัญปะทุขึ้นเมื่อราคาน้ำมันดีเซลดีดตัวพุ่งทะยานแตะ 40.74 บาทต่อลิตรโดยเฉลี่ย (อัปเดตราคาล่าสุด 1 เม.ย. 2569 เวลา 16:00 น.) จากผลกระทบวิกฤตตะวันออกกลาง สมาพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ประกาศชัดเจนเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ว่า “อั้นราคาไม่ไหว” และจำเป็นต้องปรับค่าระวางขนส่งทั้งระบบเพื่อความอยู่รอดตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนนี้
แรงกระเพื่อมนี้ถูกส่งผ่านอย่างรวดเร็วผ่าน ค่าขนส่งปรับแบบบันได
ทุก ๆ 1 บาทที่น้ำมันขึ้น ต้นทุนโลจิสติกส์จะขยับ 3-5% ทันที ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบต้นน้ำจากซัพพลายเออร์จ่อคิวปรับราคาขึ้นตามอย่างเลี่ยงไม่ได้
วัตถุดิบหลักอย่าง “เนื้อหมู” ชิงตัดหน้าขึ้นราคาก่อน โดยล่าสุดวันที่ 30 มีนาคม 2569 นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ยืนยันปรับขึ้นราคาหมูหน้าฟาร์มอีก 2 บาทต่อกิโลกรัม ราคาขยับมาอยู่ที่ 72 บาทต่อกิโลกรัม ในเขตกทม. และปริมณฑล โดยมีต้นทุนการเลี้ยงสูงถึง 68 บาท จากปัจจัยด้านลบในตะวันออกกลางที่ดันราคา กากถั่วเหลือง โปรตีน และกรดอะมิโน ให้แพงขึ้นตามราคาน้ำมันโลก ส่งผลให้ราคาหมูหน้าเขียงบางแห่งพุ่งไปถึง 170-180 บาท ซึ่งนายกสมาคมฯ ระบุว่าเป็นราคาที่ “แพงเกินจริง”
ต้นทุนน้ำมันคิดเป็น 45-50% ของค่าขนส่งทั้งหมด การประกาศปรับขึ้นค่าขนส่งแบบ “ขั้นบันได” คือสัญญาณชัดเจนว่าวัตถุดิบที่ร้านอาหารสั่งบางส่วนจะแพงขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนนี้เป็นต้นไป
ที่ร้านอาหารต้องเฝ้าระวัง เพราะมีสัญญาณต้นทุนพุ่งสูงถึงแม้จะยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ
น้ำมันดิบเป็นวัตถุดิบต้นน้ำของ “เม็ดพลาสติก” เมื่อน้ำมันพุ่ง พลาสติกก็พุ่งตาม แม้รัฐจะประกาศให้เป็นสินค้าควบคุมใหม่ แต่ซัพพลายเออร์อาจปรับราคาล่วงหน้า หรือลดโปรโมชั่นส่วนลดลง ส่งผลกระทบส่วนใหญ่กับร้านที่เน้น Delivery และร้านเครื่องดื่ม (Cafe)
เจอศึกสองด้านทั้ง อากาศร้อน ของเดือนเมษายน ที่ทำให้ไก่ไข่น้อยลง ผสมกับค่าอาหารสัตว์ที่แพงขึ้นตามราคาน้ำมันโลก เช่น กากถั่วเหลือง และค่าขนส่งที่ต้องกระจายสินค้าทั่วประเทศ ส่งผลกระทบส่วนใหญ่กับร้านอาหารตามสั่ง ร้านเบเกอรี่ และร้านก๋วยเตี๋ยว
เป็นสินค้าที่มี “น้ำหนักมาก” ต้นทุนหลักจึงไปตกอยู่ที่ค่าขนส่งทางบก เมื่อสมาพันธ์ขนส่งฯ ปรับขึ้น 10-30% ต้นทุนต่อขวดจะขยับทันทีจนกำไรซัพพลายเออร์หายไป ส่งผลกระทบส่วนใหญ่กับทุกร้านอาหาร เนื่องจากเป็นวัตถุดิบพื้นฐาน
โดนผลกระทบทั้งจาก ค่าขนส่งเพราะเป็นสินค้าหนัก และต้นทุนขวด PET จากเม็ดพลาสติก ผู้ผลิตแบกต้นทุนขนส่งไม่ไหว ส่งผลกระทบส่วนใหญ่กับร้านอาหารทุกประเภทที่ขายน้ำดื่ม
ผักจากภาคเหนือ และอีสานต้องใช้ “รถรั้ว” วิ่งทางไกล ซึ่งเป็นกลุ่มที่สมาพันธ์ขนส่งฯ ระบุว่ามีต้นทุนน้ำมันสูงถึง 50% ผักจะราคาพุ่ง “รายวัน” ตามค่าเซอร์ชาร์จน้ำมัน ส่งผลกระทบส่วนใหญ่กับร้านส้มตำ ร้านยำ และร้านอาหารไทย
ต้นทุนน้ำมันของเรือประมง และค่าไฟห้องเย็น ที่ปรับตัวตามทิศทางพลังงานโลก รวมถึงค่าขนส่งจากแพปลาเข้าสู่ตัวเมือง ส่งผลกระทบส่วนใหญ่กับร้านอาหารทะเล และร้านบุฟเฟต์
ราคากากถั่วเหลืองนำเข้า พุ่งสูงขึ้นจากวิกฤตตะวันออกกลาง ตามข้อมูลนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกร ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันพืช และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากถั่วเหลืองทั้งระบบ ส่งผลกระทบส่วนใหญ่กับร้านอาหารเจ ร้านอาหารจีน และร้านของทอด
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเริ่มกางแผนพยุงค่าครองชีพ และลดต้นทุนผ่านมาตรการที่จะเริ่ม 1 เมษายน นี้
ลดราคาสินค้าจำเป็น House Brand 25-50% เช่น ข้าวสาร น้ำมันพืช และน้ำตาล เพื่อเป็นทางเลือกวัตถุดิบราคาประหยัด
สุดท้ายแล้ว กลไกเหล่านี้คือการส่งผ่านต้นทุน เมื่อน้ำมัน และอาหารสัตว์แพงขึ้น ภาระจะถูกส่งต่อไปยัง “ผู้บริโภค” เสมอ ไม่ว่าจะในรูปของราคาที่จ่ายเพิ่ม หรือปริมาณที่น้อยลง การปรับขึ้นราคาหมูหน้าฟาร์ม และค่าขนส่งแบบบันได คือภาพสะท้อนว่าเรากำลังอยู่ในยุค “ต้นทุนใหม่” อย่างสมบูรณ์
ร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ร้านค้ากับ LINE MAN คลิกที่นี่
บทความแนะนำเพิ่มเติม