ตั้งราคาคู่โค้กแบบไม่ขาดทุน

รู้แค่นี้ก็ขายได้กำไร!

เปิดร้าน Delivery บน LINE MAN แล้วตั้งราคาไม่ถูก? หลายคนเคยรู้สึกว่าขายได้แต่ไม่มีกำไร หรือแย่กว่านั้นคือขาดทุนแต่ไม่รู้ตัว วันนี้ LINE MAN จะพาไปเรียนรู้สูตรตั้งราคาที่ถูกต้อง ตั้งแต่ต้นทุนวัตถุดิบไปจนถึงค่า GP ของ LINE MAN ครบจบในที่เดียว

ตั้งราคาตามคู่แข่งอาจไม่เวิร์ค

หลายคนตั้งราคาโดยดูจากร้านข้าง ๆ แล้วขายให้ถูกกว่าเพื่อดึงลูกค้า วิธีนี้ฟังดูสมเหตุสมผลถ้าไม่มีปัจจัยอื่น ๆ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงเราไม่รู้ว่าคู่แข่งมีต้นทุนเท่าไหร่ เขาอาจมี 10 สาขา ซื้อวัตถุดิบได้ถูกกว่าเราเยอะมากเพราะเข้าถึงแหล่งต้นทางโดยตรง ในขณะที่ร้านเราซื้อผ่านซัพพลายเออร์คนกลางหลายต่อหลายคน ราคาก็บวกขึ้นไปเรื่อย ๆ ถ้าเราตั้งราคาตามคู่แข่งโดยไม่รู้โครงสร้างต้นทุนของตัวเอง อาจขาดทุนได้โดยไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้นนอกเหนือจากการสังเกตคู่แข่งแล้ว การรู้จักร้านตัวเองก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แผ้กัน

ขั้นที่ 1 ต้องรู้จัก Food Cost ก่อนตั้งราคา

Food Cost คือสัดส่วนของต้นทุนวัตถุดิบต่อราคาขาย และเป็นตัวเลขแรกที่ต้องรู้ก่อนตั้งราคาอาหารจานนั้น เพราะมันคือรากฐานของทุกอย่าง หลายคนคิดต้นทุนผิดเพราะเอาราคาซื้อมาหารน้ำหนักทันที แต่ในความเป็นจริงวัตถุดิบทุกอย่างจะมีส่วนที่ใช้ไม่ได้เสมอ ตัวอย่างเช่น การตัดแต่งผัก การหั่นเอากระดูกออก การปอกเปลือก หรือการที่ทำให้วัตถุดิบเหลือแต่สิ่งที่นำไปปรุงอาหารได้ เราจะเรียกสิ่งนี้ว่า Yield

สูตรคำนวณ % Yield:

% Yield = (น้ำหนักที่ใช้ได้ ÷ น้ำหนักที่ซื้อมาทั้งหมด) × 100

ตัวอย่าง: ซื้อผักกาดขาวมา 1 กิโลกรัม ราคา 35 บาท หลังตัดแต่งเหลือใช้ได้ 850 กรัม ดังนั้น % Yield = 85% และต้นทุนที่แท้จริงต่อกรัมคือ 35 ÷ 850 = 0.041 บาท/กรัม ไม่ใช่ 0.035 บาท/กรัม ซึ่งต่างกันพอสมควร

ร้านอาหารควรต้องทำแบบนี้กับวัตถุดิบทุกอย่างในสูตรอาหาร อาจะฟังดูเยอะ แต่การเหนื่อยในครั้งนี้สามารถช่วยให้เราได้รู้ต้นทุนที่แท้จริง และเห็นกำไรได้ชัด ถ้าเป็นร้านอาหารทั่วไป ต้นทุนวัตถุดิบควรจะอยู่ประมาณ 30-35% ของยอดขาย แต่ถ้าเป็นร้านสตรีทฟู้ดหรือร้านอาหารจานเดียว ต้นทุนวัตถุดิบควรจะอยู่ประมาณ 50% ของราคาขาย

ขั้นที่ 2 ทำมาตรฐานสูตรอาหาร 

ก่อนจะคำนวณต้นทุนได้ ต้องกำหนดก่อนว่าแต่ละเมนูใช้วัตถุดิบอะไรบ้าง และปริมาณเท่าไหร่ เช่น ข้าวกะเพราหมูสับ 1 จาน ใช้ข้าวกี่กรัม ใช้หมูสับกี่กรัม ใบกะเพราเท่าไหร่ ต้องกำหนดให้ชัดเจน และทำทุกจานให้เหมือนกันทุกครั้ง

ที่ต้องทำแบบนี้เพราะถ้าแต่ละวันหมูสับในจานมากบ้างน้อยบ้าง ต้นทุนก็จะไม่นิ่ง ทำให้การตั้งราคาที่คำนวณมาอย่างดีก็จะไม่มีความหมาย

ขั้นที่ 3 ใช้สูตรตั้งราคาขาย

เมื่อรวมต้นทุนวัตถุดิบทุกอย่างในจานได้แล้ว ก็ใช้สูตรนี้

ราคาขาย = ต้นทุนวัตถุดิบ (บาท) ÷ % Food Cost ที่ต้องการ

ตัวอย่าง: ข้าวกะเพราหมูสับ รวมต้นทุนวัตถุดิบทั้งหมดแล้วได้ 25.50 บาท และอยากให้ Food Cost อยู่ที่ 50% ราคาขายจะได้เป็น 25.50 ÷ 0.50 = 51 บาท

สำหรับร้าน Delivery อย่าลืมบวกค่าบรรจุภัณฑ์เข้าไปในต้นทุนก่อนคำนวณด้วย ไม่ว่าจะเป็นกล่อง ถุง ช้อนส้อม หรือเครื่องปรุง เพราะทุกอย่างมีต้นทุนเสมอ

ค่า GP LINE MAN ต้องรู้ก่อนตั้งราคา

สิ่งที่พ่อค้า แม่ค้าบน LINE MAN ต้องคิดให้ดีก่อนตั้งราคาคือค่า GP หรือ Gross Profit Sharing ซึ่งเป็นค่าบริการที่ LINE MAN หักจากยอดขายของเรา โดยมีโครงสร้างดังนี้

  • ค่า GP หลัก: 30% ของยอดขายต่อออร์เดอร์
  • VAT 7%: คิดจากค่า GP เท่านั้น ไม่ใช่จากยอดขายทั้งหมด
  • รวมหักจริง: ประมาณ 32.1% ของราคาสั่งซื้อ

ตัวอย่างการคำนวณ ในการขายอาหาร 1,000 บาท

  • ค่า GP 30% = 300 บาท
  • VAT 7% ของค่า GP = 300 × 7% = 21 บาท
  • รวมหัก = 321 บาท
  • ร้านค้าได้รับเงินสุทธิ = 1,000 - 321 = 679 บาท

สรุปว่าราคาขายที่ตั้งต้องสูงพอให้หลังหักค่า GP แล้วยังครอบคลุมต้นทุนวัตถุดิบและต้นทุนอื่น ๆ ได้อย่างครบถ้วน 

หมายเหตุ ตัวเลขค่า GP อาจมีการเปลี่ยนแปลง โปรดตรวจสอบกับ LINE MAN ก่อนตั้งราคา

ต้นทุนอื่น ๆ ในการทำร้าน Delivery

นอกจากวัตถุดิบและค่า GP แล้ว ยังมีต้นทุนอื่นๆ ที่ต้องบวกเข้าไปในการวางแผนราคา โดยสัดส่วนโดยประมาณต่อยอดขายมีดังนี

  • ต้นทุนวัตถุดิบ 30–55% 
  • ต้นทุนแรงงาน 15–20% รวมทั้ง Part Time Full Time ค่าเบี้ยขยัน
  • ค่าเช่าสถานที่ 10–15% (หรือ 15–20% ถ้าอยู่ในห้างสรรพสินค้า)
  • ค่าสาธารณูปโภค 1–5% ได้แก่ น้ำ ไฟ แก๊ส โทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต
  • ต้นทุนการตลาด 2–5% รวมค่ายิง Ads จ้าง Blogger ค่าส่วนลดลูกค้า
  • ค่า GP LINE MAN: ~32.1% หักจากยอดขายทุกออร์เดอร์
  • ต้นทุนอื่น ๆ เช่น ค่าซ่อมอุปกรณ์ ค่าเช่าระบบ POS ค่าที่ปรึกษาบัญชี ฯลฯ

เป้าหมายคือ การมีกำไรสุทธิเหลืออย่างน้อย 15–20% ของยอดขาย ถ้าบวกต้นทุนทุกอย่างแล้วเหลือน้อยกว่านี้ ให้ดูว่ามีส่วนไหนที่ตัดได้ หรือปรับราคาขึ้นได้บ้าง

เพิ่มยอดขายพุ่งแรงกับความซ่าสดชื่นจาก ‘โค้ก’

อยากให้ร้านของคุณปังสุด ๆ ต้องร่วมแคมเปญ มื้อพิเศษอร่อยซ่าไปกับ “โค้ก” เพิ่มยอดขายง่าย ๆ ด้วยการ จัดโปรโมชั่นในเวลาทอง พร้อมเพิ่ม “โค้ก” เข้าไปในเซต เพื่อเพิ่มความสดชื่นในมื้ออาหาร และกระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น การันตีว่าลูกค้าจะกลับมาซื้อซ้ำเพิ่มยอดขายได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมช่วยเพิ่มกำไรให้ร้านคุณเติบโตไปอย่างมั่นคง!

สิทธิพิเศษที่ทางร้านจะได้รับฟรี เมื่อเข้าร่วมแคมเปญ มื้อพิเศษอร่อยซ่ากับ “โค้ก”

  • คูปองส่วนลดค่าอาหารสำหรับลูกค้า
  • เครดิตโฆษณาสำหรับใช้โปรโมตบนแอปฯ LINE MAN 
  • พื้นที่สื่อโปรโมตในช่องทางต่าง ๆ จาก “Coca-Cola” LINE MAN และ Wongnai 
  • กรอบตกแต่งเซตเมนูอร่อยซ่ากับ “โค้ก” ให้ร้านค้านำไปใช้โปรโมต
  • กรอบโปรโมตแคมเปญ มื้อพิเศษอร่อยซ่ากับ “โค้ก”‍

สำหรับร้านค้าที่สนใจแคมเปญ มื้อพิเศษอร่อยซ่ากับ “โค้ก” สามารถสมัคร และดูรายละเอียด คลิกที่นี่

เพิ่มเมนูลัดคู่ "โค้ก" บนแอปฯ Wongnai Merchant App (WMA) คลิกที่นี่

สร้างโปรโมชั่นคู่ "โค้ก" เพื่อเข้าร่วมแคมเปญ มื้อพิเศษอร่อยซ่ากับ “โค้ก" บนแอปฯ Wongnai Merchant App (WMA) คลิกเลย