.jpg)
4 เทรนด์ธุรกิจอาหารที่กำลังมาแรง พร้อมอินไซต์ว่าร้านแบบไหนยังเติบโต และน่าลงทุนในยุคนี้
ทุกวันนี้ “ร้านอาหาร” อาจเป็นหนึ่งในธุรกิจที่เริ่มต้นได้ง่าย แต่ก็เป็นสมรภูมิที่ดุเดือดไม่แพ้กัน อย่างไรก็ตาม วงการนี้ก็ยังถือเป็นหนึ่งในตลาดที่มีโอกาสเติบโตสูง หากผู้ประกอบการมองเห็น “โอกาส” ได้เร็วพอ และเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคที่กำลังเปลี่ยนไป
หนึ่งในข้อมูลที่สะท้อนภาพนี้ได้ชัด คือรายงาน Deloitte’s Foodservice Market Monitor 2026 ระบุว่า ตลาดธุรกิจอาหาร และบริการทั่วโลก (Foodservice) มีแนวโน้มเติบโตแตะ 2.98 ล้านล้านยูโรในปี 2025 ขณะที่ประเทศไทยเองก็เติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก โดยตลาดฟู้ดเซอร์วิสไทยมีมูลค่าสูงถึง 26.8 พันล้านยูโร และเติบโต 4.1% จากปีก่อนหน้า ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า แม้การแข่งขันจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ตลาดอาหารก็ยังเต็มไปด้วยโอกาสสำหรับผู้เล่นที่มองเห็นจังหวะในสนามนี้ได้ทัน
คำถามที่น่าสนใจคือ ในวันที่วงการร้านอาหารยังเติบโต “ร้านแบบไหน” กำลังเป็นกลุ่มที่น่าจับตา และมีโอกาสไปต่อในระยะยาวมากที่สุด
หนึ่งในกลุ่มที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ QSR หรือ Quick Service Restaurant ร้านอาหารบริการด่วนที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่ ที่ต้องการทั้งความสะดวก รวดเร็ว และเข้าถึงง่าย
Deloitte ระบุว่า กลุ่ม QSR ในไทยเติบโตถึง 5.1% และถูกมองว่าเป็นเซกเมนต์ที่มีแนวโน้มเติบโตเร็วที่สุดในอนาคต จุดเด่นของโมเดลนี้คือขยายสาขาได้ง่าย บริหารต้นทุนได้ค่อนข้างดี และใช้เงินลงทุนต่อสาขาไม่สูงมากนัก ทำให้คล่องตัวในการขยายธุรกิจ
ด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคที่ใช้ชีวิตเร่งรีบมากขึ้น จุดสำคัญของร้านประเภทนี้คือความเร็วต้องเป็นต่อ ตั้งแต่ขั้นตอนการสั่ง ไปจนถึงการจ่ายเงิน สิ่งที่เจ้าของร้านควรโฟกัส คือทำยังไงให้ลูกค้ารู้สึกว่า “ซื้อได้ง่าย ไม่ต้องคิดเยอะ และไม่เสียเวลา” ยิ่งขั้นตอนลื่นไหลมากเท่าไหร่ โอกาสที่ลูกค้าจะกลับมาซื้อซ้ำก็ยิ่งมากขึ้น
ตอนนี้หลายร้านไม่ว่าเล็กใหญ่ก็เริ่มใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ทั้งระบบ POS, เครื่องสั่งอาหารอัตโนมัติ หรือระบบชำระเงินที่รวดเร็ว เพื่อช่วยลดภาระหน้าร้าน และทำให้บริการได้ไวขึ้น โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ลูกค้าแน่น ๆ ก็ช่วยจัดการร้านเป็นระบบ ลดข้อผิดพลาดได้ดีเยี่ยม
“อาหารริมทาง” หรือสตรีทฟู้ดยังคงเป็นหนึ่งในจุดแข็งสำคัญของตลาดอาหารไทย ทั้งในมุมของวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และพฤติกรรมการกินของคนไทยเอง
ข้อมูลจาก Euromonitor ระบุว่า ธุรกิจสตรีทฟู้ดในไทยสร้างมูลค่าตลาดสูงที่สุดในอุตสาหกรรมร้านอาหารไทย โดยมีมูลค่ามากกว่า 8.79 พันล้านยูโรในปี 2025
จุดเด่นของสตรีทฟู้ดไทยคือความเข้าถึงง่าย ราคาไม่สูง และมีความหลากหลายมาก ตั้งแต่ร้านอาหารตามสั่ง ร้านก๋วยเตี๋ยว ไปจนถึงอาหารท้องถิ่น อีกทั้งยังสามารถต่อยอดได้ทั้งในรูปแบบร้านสมัยใหม่ แฟรนไชส์ หรือการสร้างแบรนด์เพื่อขยายตลาดไปยังนักท่องเที่ยว และเดลิเวอรีได้ง่าย
ในยุคที่ผู้บริโภคเริ่มมองหาประสบการณ์ Local มากขึ้น สิ่งที่ร้านสตรีทฟู้ดต้องทำ คือการเปลี่ยน “ร้านธรรมดา” ให้กลายเป็นร้านที่มีเรื่องเล่า มีเอกลักษณ์ และสร้างภาพจำได้ เพราะทุกวันนี้ผู้คนอยากรู้สึกว่าได้ค้นพบอะไรบางอย่างที่มีความเฉพาะตัวด้วย
อีกกลุ่มที่ยังเติบโตต่อเนื่องคือ Bakery & Beverage โดยเฉพาะคาเฟ่ specialty coffee ร้านเบเกอรี่ และร้านเครื่องดื่มที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน โดยตลาดเบเกอรี่ไทยถูกประเมินว่ามีมูลค่าราว 46,000 ล้านบาท และยังมีผู้เล่นใหม่เข้าสู่ตลาดต่อเนื่อง แม้การแข่งขันจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ ก็ตาม
ในปัจจุบันผู้บริโภคไม่ได้เข้าร้านเพียงเพื่อซื้อกาแฟ หรือขนมอีกต่อไป แต่กำลังมองหาพื้นที่สำหรับพักผ่อน ทำงาน นัดเจอ หรือแม้แต่ถ่ายคอนเทนต์ลงโซเชียล ทำให้ธุรกิจประเภทนี้เริ่มกลายเป็น “ธุรกิจประสบการณ์” มากขึ้นเรื่อย ๆ
ดังนั้นนอกจากเรื่องรสชาติที่ต้องอร่อยถูกปากแล้ว ร้าน Bakery & Beverage ในวันนี้ยังต้องเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่มักเลือกร้านจาก “กระแส” และประสบการณ์ร่วมบนโซเชียลมากขึ้น หลายครั้งคนไม่ได้ไปร้านเพราะอยากลองชิม แต่อยากไปตามคอนเทนต์ อยากลองเมนูที่กำลังดัง หรือแม้แต่แค่อยากเช็กอินในสถานที่ที่กำลังแมส
ทำให้ร้านที่มีโอกาสเติบโตได้ดี มักเป็นร้านที่สร้างจุดให้คน “อยากพูดถึง” ได้ ทั้งเมนู signature มุมถ่ายรูป บรรยากาศร้าน หรือรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ทำให้หยิบมือถือขึ้นมาถ่ายแล้วดูมี Taste
ขณะเดียวกัน โซเชียลมีเดียก็กลายเป็นเหมือน “หน้าร้าน” ที่ช่วยดึงคนเข้ามารู้จัก หลายครั้งลูกค้าตัดสินใจจากฟีด Instagram หรือ TikTok ก่อนเห็นร้านจริงด้วยซ้ำ ดังนั้นร้านที่เล่าเรื่องตัวเองได้น่าสนใจ หรือทำคอนเทนต์ที่ทำให้คนรู้สึก “อยากไปสักครั้ง” มักได้เปรียบกว่า และถ้าคอนเทนต์ หรือเมนูกลายเป็นไวรัลเมื่อไหร่ ลูกค้าก็พร้อมช่วยปั้นกระแสให้ร้านต่อเอง จนบางครั้งร้านแทบไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเลย
อีกหนึ่งกลุ่มที่ถูกจับตามองอย่างมากคือ “อาหารสุขภาพ” ตามที่เราได้ยินกันมาสักพักเรื่องพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจเกี่ยวกับโภชนาการ สุขภาพ และ preventive health มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนเมือง และ Gen Z
ข้อมูลจากแพลตฟอร์ม LINE MAN Wongnai สะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคเริ่มเลือกอาหารแบบ “บาลานซ์” มากขึ้น โดยกลุ่มอาหารคลีน รวมถึงอาหาร และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เติบโตถึง 20% ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ขณะที่เมนูสลัดก็มียอดขายรวมทะลุ 1 ล้านจานภายในไตรมาสแรก
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนชัดว่า เทรนด์ “สายสุขภาพ” ไม่ได้เป็นเพียงกระแสชั่วคราวอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ โดยเฉพาะในช่วงที่กิจกรรมสายฟิตเนส และ wellness อย่าง Hyrox กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ
สิ่งที่ร้านอาหารสุขภาพควรใส่ใจ คือการทำให้อาหารสุขภาพ “เข้าถึงง่าย” เพราะแม้ผู้คนจะหันมาดูแลตัวเองก็จริง แต่สุดท้ายเรื่องรสชาติก็ยังเป็นปัจจัยสำคัญอยู่ดี จึงควรทำอาหารสุขภาพให้อร่อย กินง่าย และไม่รู้สึกว่ากำลังฝืนกินอาหารคลีน
อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการเปิดเผยข้อมูลด้านโภชนาการอย่างโปร่งใส ไม่ว่าจะเป็นแคลอรี โปรตีน น้ำตาล หรือวัตถุดิบที่ใช้ เพราะผู้บริโภคกลุ่มนี้ใส่ใจรายละเอียดเหล่านี้มากขึ้น ขณะเดียวกัน เทคนิคที่ดี ควรใช้วิธีหยิบเมนูคุ้นเคยมาปรับให้อยู่ในรูปแบบที่เฮลทีขึ้น เช่น ข้าวกะเพราคลีน เบอร์เกอร์โปรตีนสูง หรือขนมสูตรน้ำตาลต่ำ เพื่อทำให้อาหารสุขภาพรู้สึกใกล้ตัว และกินได้ในชีวิตประจำวัน
4 ธุรกิจนี้ ถือเป็นกลุ่มที่น่าจับตาสำหรับวงการร้านอาหาร เพราะกำลังสะท้อนให้เห็นว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่เปลี่ยนไปมากกว่าที่หลายคนคิด ในโลกที่ทุกอย่างเร็วขึ้น ผู้คนล้วนมองหาความสะดวก ประสบการณ์ ไลฟ์สไตล์ รวมถึงอาหารที่ตอบโจทย์เรื่องสุขภาพ และคุณภาพชีวิตไปพร้อมกัน
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ร้านอาหารบริการด่วนยังเติบโตต่อเนื่อง สตรีทฟู้ดยังแข็งแรง คาเฟ่ และร้านเครื่องดื่มยังเต็มไปด้วยผู้เล่นใหม่ ขณะที่ตลาดอาหารสุขภาพก็เริ่มขยายตัวอย่างจริงจัง
ท้ายที่สุดแล้ว ร้านที่มีโอกาศเติบโตได้ดีในระยะยาว มักเป็นร้านที่อ่านเกมพฤติกรรมผู้บริโภคออก เข้าใจว่าคนกำลังอินกับอะไร ใช้ชีวิตแบบไหน และทำให้ร้านของตัวเองเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของคนได้ ทั้งในเรื่องความสะดวก ความรู้สึก หรือแม้แต่การเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ที่คนอยากมี
บทความแนะนำเพิ่มเติม