เชียงใหม่ เมืองปราบเซียน ทำร้านอาหารยังไงให้ "อยู่รอด"

ถอดบทเรียนการทำร้านอาหารในเชียงใหม่ให้รอด เปลี่ยนจากร้านที่คนแค่มา "เที่ยว" ให้เป็นร้านที่คนอยากมา "กิน" โดยเน้นสร้างลูกค้าประจำเพื่อลดการพึ่งพิงนักท่องเที่ยว

        สำหรับคนที่เคยไปเชียงใหม่ เดินชิลๆ แถวนิมมานฯ หรือย่านช้างม่อยในวันหยุด สายตาไปสะดุดกับคาเฟ่เปิดใหม่ ตกแต่งสไตล์นอร์ดิก โทนขาวคลีนมินิมอล ถ่ายรูปมุมไหนก็เป๊ะปังไปหมด เปิดตัววันแรกคนต่อคิวยาวไปสามช่วงตึก

แต่พอเวลาผ่านไปแค่ 3 เดือน เราจะพบกับป้าย “เซ้งด่วน” เกิดอะไรขึ้นกับร้านที่เคยฮอตปรอทแตกเมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมา

คนบอกกันว่า เชียงใหม่คือ "เมืองปราบเซียน" เมืองที่ทำร้านให้สวยอย่างเดียวนั้นไม่พอที่จะรอดเสมอไป คำถามชวนคิดสำหรับคนทำธุรกิจก็คือ คุณกำลังทำร้านอาหารให้คนมา 'เที่ยว' หรือมา 'กิน'? เพราะในเชียงใหม่ นักท่องเที่ยวมาแล้วก็ไป แต่ "คนท้องถิ่น" ต่างหากที่จะเป็นคนตัดสินว่าร้านคุณจะได้ไปต่อ หรือต้องพอแค่นี้

[10 ร้านที่เปิดใหม่ จะมีเพียง 2 ร้านที่อยู่รอด]

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (EIC) และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า บอกว่า ร้านอาหารเปิดใหม่ในเชียงใหม่มีโอกาส ปิดตัวลงภายใน 1 ปีแรกสูงถึง 50% และหากนับไปถึง 3 ปี อัตราการรอดจะเหลือไม่ถึง 20-25% แปลว่า ทุกๆ 10 ร้านที่เปิดใหม่ จะมีเพียง 2 ร้านที่อยู่รอดเกิน 3 ปี

สาเหตุไม่ใช่อาหารไม่อร่อย แต่เพราะไม่มีลูกค้าประจำ

ถ้าพูดถึงการแข่งขัน เชียงใหม่มีจำนวนร้านกาแฟและคาเฟ่ต่อจำนวนประชากร สูงที่สุดในประเทศไทย (ไม่นับกรุงเทพฯ) โดยเฉพาะในย่านนิมมานเหมินท์ที่มีความหนาแน่นของร้านอาหาร/คาเฟ่ เฉลี่ยทุกๆ 50-100 เมตร ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดถูกหารจนเหลือน้อยมาก

[ทำไมสนามเชียงใหม่ถึงเคี่ยวลากดิน?]

อันดับแรกต้องหาคำตอบก่อนว่า ทำไมการเปิดร้านอาหารหรือคาเฟ่ที่เชียงใหม่ ทำไมถึง “รอดยาก” เรียกว่ารู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง (ก็มีโอกาส)​ ชนะร้อยครั้งได้ นอกจากที่ลูกค้าส่วนหนึ่งเป็นนักท่องเที่ยวขาจรแล้ว ยังพบว่า

  • ลูกค้าสายคาเฟ่ 65% ส่วนใหญ่มักจะมาเพื่อ "เก็บแต้ม" ถ่ายรูปเช็คอินเก๋ๆ ครั้งเดียวจบ พรุ่งนี้ไปร้านใหม่เพื่อเก็บแต้มต่อไป และมีเพียง 15-20% เท่านั้นที่กลับมาซ้ำร้านเดิม
  • มีร้านใหม่เปิดกันแทบทุกวัน ฟีดโซเชียลทับกันตาย ถ้าคุณไม่มี Data ลูกค้าในมือ ร้านของคุณจะกลายเป็นแค่ "ทางผ่าน" ที่ถูกลืมภายใน 24 ชั่วโมง
  • คนเชียงใหม่มีตัวเลือกเยอะมาก ถ้าบริการช้าไปนิด หรือทำออเดอร์พลาดไปหน่อย เขาพร้อมเดินเข้าร้านคู่แข่งที่ห่างไปแค่ 10 เมตร หรืออาจไม่ได้เจอลูกค้าคนนี้อีกเป็นครั้งที่สอง

จริงอยู่ว่าเชียงใหม่ช่วง High Season ยอดขายของร้านอาจพุ่งกระฉูด แต่พอช่วง Low Season ยอดขายอาจหายไป โดยมีความแตกต่างกันกว่า 300% และอีกส่วนที่สำคัญคือ กำลังซื้อของคนในพื้นที่ไม่ได้สูงเหมือนค่าครองชีพ ดังนั้น เมื่อไม่มีนักท่องเที่ยว รายได้ของร้านก็อาจหายไปเลย

[อุดรอยรั่วด้วย "หัวใจ" และใช้ "เทคโนโลยี" เป็นตัวช่วย]

แน่นอนว่ารสชาติต้อง "ถึง" และราคาต้อง "สมเหตุสมผล" สำหรับคนพื้นที่ แต่นั่นแค่พื้นฐาน อาวุธลับที่แท้จริงในยุคนี้คือ การใช้ระบบ POS และ CRM

  • เลิกจดมือได้แล้ว การมีระบบ POS ที่แม่นยำจะช่วยลดความหงุดหงิดของลูกค้าในช่วง Peak Time ได้มหาศาล ออเดอร์ไม่ตกหล่น ไม่ต้องรอจนโมโห คิดเงินก็ง่าย ทำโปรโมชันก็สะดวกอีกต่างหาก
  • อย่าลืมระบบสมาชิก ทันทีที่ลูกค้าสแกนสั่งอาหารผ่าน QR Code หรือชำระเงิน ระบบควรเก็บข้อมูลเพื่อมอบสิทธิพิเศษ ลองนึกภาพพนักงานทักทายว่า "สวัสดีครับคุณเอ วันนี้รับอเมริกาโน่คั่วกลางแบบที่ชอบเหมือนเดิมไหมครับ?"... ความรู้สึกมันต่างกันลิบลับเลย
  • ใช้ Data จาก POS ส่งโปรโมชันไปหาลูกค้าที่หายหน้าไปเกิน 1 เดือน เพื่อดึงเขากลับมาสู่อ้อมกอดร้านคุณด้วยเมนูใหม่หรือส่วนลดพิเศษ

[ผลลัพธ์ที่ได้ อาจมากกว่าแค่คำว่า "ยอดขาย"]

เมื่อคุณผสมผสานรสชาติที่ดีเข้ากับระบบที่ลงตัว มีโอกาสที่สัดส่วนลูกค้าประจำจะเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ร้านมีรายได้ที่คาดการณ์ได้ ไม่ต้องฝากชีวิตไว้กับฤดูกาลท่องเที่ยวอย่างเดียว

ที่สำคัญที่สุดคือ Word of Mouth เมื่ออาหารดี ระบบเป๊ะ บริการไว และมีการจำชื่อลูกค้าได้ จะเกิดการบอกต่อในกลุ่มคนเชียงใหม่ ซึ่งบอกเลยว่าทรงพลังกว่ารีวิวจากอินฟลูเอนเซอร์เสียอีก แถมระบบหลังบ้านที่จัดการสต็อกและบัญชีได้อัตโนมัติ ยังช่วยให้คุณมีเวลาไปโฟกัสกับการคิดเมนูใหม่ๆ ได้อย่างเต็มที่

สุดท้ายสำหรับคนทำร้านอาหาร อย่าขายแค่ "ฉาก" เพราะมันเรียกคนได้แค่ครั้งเดียว แต่อาหารอร่อยและระบบที่ดีต่างหากที่จะเรียกลูกค้าได้ในระยะยาว ในยุคนี้ "Data คือเข็มทิศ" เทคโนโลยีไม่ได้เข้ามาแทนที่คน แต่มันทำให้คนของคุณมีเวลาไป "ดูแล" ลูกค้าให้ประทับใจขึ้นต่างหาก

บทความแนะนำเพิ่มเติม