.jpg)
สวยหลักพัน แต่ภาษีหลักหมื่น! อุทาหรณ์เพ้นต์ผนังร้านอาหารที่เจ้าของร้านอาหารต้องอ่าน
ความตั้งใจที่จะแต่งร้านให้สวยอาจจบลงด้วยใบแจ้งภาษีที่ทำเอาเข่าอ่อน เมื่อภาพวาดบนผนังเข้าข่ายเป็น "ป้าย" ตาม พ.ร.บ. ภาษีป้าย พ.ศ. 2510 ซึ่งนิยามครอบคลุมถึง "ภาพ หรือเครื่องหมายที่ทำให้ปรากฏด้วยวิธีใด ๆ เพื่อการค้า" แม้จะไม่ได้เป็นแผ่นป้ายสี่เหลี่ยมแบบเดิม ๆ ก็ตาม
ตาม พ.ร.บ. ภาษีป้าย พ.ศ. 2510 นิยามของคำว่า "ป้าย" นั้นกว้างมาก ไม่จำเป็นต้องเป็นป้ายผ้าใบ หรือป้ายไฟ แต่รวมถึงภาพ หรือเครื่องหมายที่ "ทำให้ปรากฏด้วยวิธีอื่น" บนวัตถุใด ๆ เพื่อการค้า เจ้าหน้าที่อาจตีความว่าเป็นการโฆษณาต่อสาธารณชน และเรียกเก็บภาษีได้เช่นกัน
อัตราภาษีป้ายจะคำนวณต่อ 500 ตารางเซนติเมตร โดยจะแบ่งตามภาษา (ไทย หรือต่างประเทศ) ซึ่ง “การเพ้นต์ผนัง” มักใช้ภาษาอังกฤษ หรือโลโก้กราฟิก ทำให้ตกอยู่ใน ประเภท 3 (อัตราสูงสุด) ซึ่งหากพื้นที่กว้าง ค่าภาษีต่อปีอาจสูงจนน่าตกใจ
สมมุติขนาดป้ายนิ่ง กว้าง 100 ซม. × สูง 50 ซม.
ขั้นตอนคำนวณ
พื้นที่ = 100 × 50 = 5,000 ตร.ซม.
5,000 ÷ 500 = 10 หน่วย
อัตรา 5 บาท
ภาษี = 10 × 5 = 50 บาท
แต่เนื่องจากต่ำกว่า 200 บาท จึงต้องจ่ายขั้นต่ำ 200 บาทต่อปี
สมมุติขนาดป้ายนิ่ง กว้าง 200 ซม. × สูง 100 ซม.
พื้นที่ = 20,000 ตร.ซม.
20,000 ÷ 500 = 40 หน่วย
อัตรา 26 บาท
ภาษี = 40 × 26 = 1,040 บาท
กรณีนี้เกิน 200 บาทแล้ว จึงต้องจ่ายตามจริง = 1,040 บาทต่อปี
สมมุติผนังกว้าง 4 เมตร สูง 2 เมตร
400 × 200 = 80,000 ตร.ซม.
80,000 ÷ 500 = 160 หน่วย
อัตรา 50 บาท
ภาษี = 160 × 50 = 8,000 บาทต่อปี
อัตรานี้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2564
หมายเหตุ: หากคำนวณแล้วค่าภาษีต่ำกว่า 200 บาท ให้เสียขั้นต่ำที่ 200 บาท
พื้นที่ภาษีจะถูกคำนวณจาก "ส่วนที่กว้างที่สุด x ส่วนที่ยาวที่สุด" โดยเจ้าหน้าที่จะลากเส้นสมมุติล้อมรอบงานวาดทั้งหมด หากภาพวาดกระจายตัวอยู่ทั่วผนังโดยไม่มีขอบเขตชัดเจน เตรียมตัวไว้ได้เลยว่า "ขอบเขตอักษร หรือภาพที่อยู่ริมสุด" จะถูกใช้เป็นจุดกำหนดราคาภาษีที่ต้องจ่ายนี่คือเหตุผลที่ “ภาพวาดบนผนัง หรือภาษาอังกฤษล้วน” อยู่บนพื้นที่ใหญ่ ๆ แล้ว ภาษีจะพุ่งแรงมาก!
จากกรณีศึกษาที่เจ้าของร้านออกมาแชร์ผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อเป็นอุทาหรณ์ ความน่ากลัวไม่ได้อยู่ที่การเสียภาษี แต่อยู่ที่ "วิธีการวัดพื้นที่" ทางร้านระบุว่า
"ภาพวาดกำแพงที่มีชื่อร้าน และสื่อโฆษณาถึงร้านนับเป็นป้าย และเสียภาษีป้ายทั้งหมด ซึ่ง คำนวณจากขนาดพื้นที่ที่วาด ก็คือทั้งตึก ตอนที่เริ่มทำไม่ทราบข้อมูลตรงนี้จริง ๆ เลยมาแชร์ตามประสบการณ์"
นี่คือจุดที่เจ้าของร้านต้องระวัง! หากเพ้นต์ภาพไว้ตรงกลางกำแพงขนาดใหญ่ เจ้าหน้าที่อาจใช้หลักเกณฑ์การวัดพื้นที่ครอบคลุม "ขอบเขตทั้งหมดของงานศิลปะนั้น" ซึ่งอาจหมายถึงผนังทั้งผืน หรือทั้งตึก ทำให้ค่าภาษีพุ่งสูงหลักหมื่น หรือหลักแสนบาทต่อปีโดยไม่ทันตั้งตัว
จุดสำคัญที่เจ้าของร้านต้องรู้เพื่อรักษาสิทธิ์ของตนเอง ตามกฎหมายมีการระบุข้อยกเว้นไว้ว่า ป้ายที่ไม่ต้องเสียภาษี ได้แก่
"ป้ายที่แสดงไว้ภายในอาคารที่ใช้ประกอบการค้า หรือประกอบกิจการอื่น หรือภายในอาคารซึ่งเป็นที่รโหฐาน ทั้งนี้ เพื่อหารายได้ และแต่ละป้ายมีพื้นที่ไม่เกิน 3 ตารางเมตร แต่ไม่รวมถึงป้ายตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนพาณิชย์"
สรุปง่าย ๆ คือ หากเพ้นต์ผนัง "ภายในร้าน" และคนภายนอกมองไม่เห็นชัดเจน และมีพื้นที่ "ไม่เกิน 3 ตารางเมตรต่อป้าย" จะได้รับการยกเว้นภาษี แต่ต้องระวังหากป้ายนั้นมองเห็นได้ชัดเจนจากภายนอกอาคาร หรือมีขนาดใหญ่เกิน 3 ตารางเมตร (30,000 ตร.ซม.) จะยังคงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามปกติ
การทำธุรกิจต้อง "รู้เขา รู้เรา และรู้กฎหมาย" หากไม่มั่นใจสามารถปรึกษาเจ้าหน้าที่ ก่อนลงมือเพ้นต์ นำแบบร่างไปปรึกษาเจ้าหน้าที่ฝ่ายรายได้ที่สำนักงานเขต หรือเทศบาลในพื้นที่ เพื่อตรวจสอบว่าเข้าข่ายประเภทใดบทเรียนจากโซเชียลชี้ให้เห็นว่าเราต้องศึกษาเรื่องกฎหมาย ภาษี และข้อมูลทางธุรกิจให้ครบถ้วน และรัดกุมตั้งแต่วันแรก จะช่วยให้ร้านของเรานั้นสวยงามได้โดยไม่ต้องเสี่ยงกับค่าปรับ และภาษีย้อนหลังที่อาจทำให้ธุรกิจสะดุดในอนาคต
ร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ร้านค้ากับ LINE MAN คลิกที่นี่
บทความแนะนำเพิ่มเติม