.jpg)
ทำความเข้าใจกลไกภาษีซื้อ และภาษีขายในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) พร้อมเจาะเงื่อนไขภาษีซื้อต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร และแนวทางการจัดทำรายงาน ภ.พ.30
“ประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุน” ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) ไม่ใช่เพียงหน้าที่ที่ต้องจ่าย แต่สำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT มันคือ “สิทธิประโยชน์” ในรูปของ ภาษีซื้อ (Input Tax) ซึ่งเปรียบเสมือนส่วนลด 7% ในทุกการจ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ
ข้อมูลเชิงสถิติ จากรายงานวิเคราะห์พฤติกรรมการเสียภาษี พบว่าผู้ประกอบการมากกว่า 30% มักละเลยการเรียกใบกำกับภาษีซื้ออย่างถูกต้อง ทำให้ต้นทุนจริงสูงกว่าที่ควรจะเป็นถึง 7% โดยเปล่าประโยชน์
หากคุณ และคู่แข่งขายสินค้าชนิดเดียวกัน ราคาเท่ากัน แต่คู่แข่งสามารถนำภาษีซื้อจากการซื้อวัตถุดิบ ค่าเช่าที่ หรือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจมาหักออกจากภาษีขายได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ในขณะที่คุณ “จ่ายอย่างเดียวแต่ไม่เก็บใบกำกับภาษี” นั่นหมายความว่า คุณกำลังมีต้นทุนแพงกว่าคู่แข่งทันที 7%
ตัวอย่าง ร้านอาหารสองร้านที่ตั้งอยู่ติดกัน ขายราคาเท่ากัน วัตถุดิบเกรดเดียวกัน
ภาษีขาย > ภาษีซื้อ นำส่งส่วนต่างให้กรมสรรพากร
ภาษีซื้อ > ภาษีขาย เป็น “ภาษีซื้อเกิน” สามารถขอคืนเป็นเงินสด หรือ “ยกยอดไปใช้ในเดือนถัดไป” (วิธีนี้สะดวก และลดการตรวจสอบเอกสารได้ดีที่สุด)
จดทะเบียน VAT แล้ว และมียอดขายต่อเดือน 500,000 บาท (ภาษีขาย = 35,000 บาท)
.jpg)
หากร้านไม่เคยเรียกใบกำกับภาษีซื้อเลย จะต้องควักเนื้อเสียภาษีขายเต็ม ๆ 35,000 บาท ในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป แต่ถ้ามีใบกำกับภาษีซื้อที่ถูกต้อง ก็จะจ่ายจริงเพียง
35,000 - 4,900 = 30,100 บาท เท่านั้น! ประหยัดเงินสดไปได้เกือบ 5,000 บาทต่อเดือน
สรุปยอดจากรายงานภาษีซื้อ และภาษีขายเมื่อสิ้นเดือน
เป็นแบบฟอร์มหลักในการแจ้งยอดภาษีมูลค่าเพิ่ม
ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ (ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป)
ผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากร (ได้รับสิทธิขยายเวลาเพิ่มอีก 8 วัน มักจะเป็นวันที่ 23 ของเดือนถัดไป)
หากเดือนไหน ไม่มีรายได้ และไม่มีรายจ่าย (ยอดขายเป็น 0 และยอดซื้อเป็น 0) กฎหมายระบุว่า “ยังคงต้องยื่นแบบ ภ.พ.30” โดยกรอกตัวเลขเป็น 0 ในทุกช่อง มิฉะนั้นจะโดนค่าปรับฐานไม่ยื่นแบบ
หลังจากยื่นเสร็จแล้ว อย่าลืมพิมพ์ หรือบันทึกไฟล์ ใบเสร็จรับเงิน และแบบ ภ.พ.30 ที่มีเลขที่อ้างอิง เก็บไว้เป็นหลักฐานเพื่อใช้ในการตรวจสอบภายหลัง
แม้จะรู้ว่าต้องเก็บ แต่ถ้าเก็บ “ผิด” อาจพลาดท่าให้กับ ภาษีซื้อต้องห้าม (Non-deductible Input Tax) ซึ่งรวมถึง
การจัดการภาษีซื้อไม่ใช่เรื่องของนักบัญชีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของ “เจ้าของกิจการ” ที่ต้องวางโครงสร้างให้ถูกต้องตั้งแต่วันแรก เมื่อคุณเปลี่ยนจาก “ผู้จ่าย” เป็น “ผู้บริหารภาษี” ต้นทุนของคุณจะลดลง กำไรจะเพิ่มขึ้น และความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบจะกลายเป็นศูนย์
สรุปแนวทางปฏิบัติ
ร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ร้านค้ากับ LINE MAN คลิกที่นี่
บทความแนะนำเพิ่มเติม