Lean Canvas VS Business Model Canva ต่างกันอย่างไร ใช้แบบไหนดี

ทำความเข้าใจความต่างของ Lean Canvas และ Business Model Canvas พร้อมวิธีเลือกใช้ให้เหมาะกับธุรกิจ และร้านอาหารของคุณ

        เมื่อพูดถึงเครื่องมือสำหรับวางแผนธุรกิจ หลายคนน่าจะคุ้นชื่อของ Business Model Canvas (BMC) กันอยู่แล้ว เพราะถือเป็น Framework ยอดนิยมที่ถูกใช้กันหลากหลาย เนื่องจากช่วยให้เห็นภาพรวมธุรกิจได้ครบภายในหน้าเดียว

แต่ในช่วงหลัง หลายคนอาจยังไม่รู้ว่ามีอีกเครื่องมือที่ช่วยวางแผนได้เหมือนกันอย่าง Lean Canvas ซึ่งหน้าตาดูคล้ายกับ Business Model Canvas มาก จนหลายคนสงสัยว่า มันคืออะไร? แล้วต่างกันยังไง?

จริง ๆ แล้ว แม้ทั้งสองอย่างจะเป็น “Canvas” เหมือนกัน แต่แนวคิด วิธีมองธุรกิจ และจุดประสงค์ในการใช้งานค่อนข้างต่างกัน โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจร้านอาหาร คาเฟ่ หรือธุรกิจบริการ ที่แต่ละช่วงของธุรกิจอาจเหมาะกับเครื่องมือไม่เหมือนกัน

บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า Business Model Canvas และ Lean Canvas คืออะไร ต่างกันอย่างไร และสุดท้ายควรเลือกใช้แบบไหนดีสำหรับธุรกิจของคุณ

Business Model Canvas

มาเริ่มกันที่ตัวคุ้นหน้าคุ้นตากันก่อนอย่าง Business Model Canvas หรือที่หลายคนเรียกสั้น ๆ ว่า BMC ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับวางแผนธุรกิจที่ได้รับความนิยมมากทั่วโลก เพราะช่วยให้เห็น “ภาพรวมธุรกิจ” ได้แบบเข้าใจง่ายภายในหน้าเดียว

จุดเด่นของ BMC คือการสรุปเรื่องที่ซับซ้อนของธุรกิจให้อยู่ในรูปแบบแผนภาพ ทำให้เห็นความเชื่อมโยงของทุกส่วนได้ง่ายขึ้น โดยหัวใจของโมเดลนี้ คือการช่วยตอบคำถามหลักของธุรกิจออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่

  • What — ธุรกิจกำลังขาย หรือมอบคุณค่าอะไร
  • Who — กลุ่มลูกค้าคือใคร
  • How — ธุรกิจดำเนินงาน และส่งมอบคุณค่าอย่างไร
  • Money — โมเดลนี้สร้างรายได้ และคุ้มค่าทางธุรกิจหรือไม่

Business Model Canvas ถูกพัฒนาโดย Alexander Osterwalder โดยมีแนวคิดสำคัญคือ การช่วยให้เจ้าของธุรกิจมองเห็นว่า ธุรกิจกำลัง “สร้างคุณค่า” และ “สร้างรายได้” อย่างไร ผ่านองค์ประกอบสำคัญทั้งหมด 9 ส่วน 

สำหรับวิธีเขียนข้อมูลลงบนฟอร์ม Business Model Canvas โดยทั่วไปจะแนะนำให้เรียงลำดับขั้นตอนดังนี้:

1. Customer Segments (กลุ่มลูกค้า)

กระดุมเม็ดแรกของการเริ่มทำธุรกิจคือการระบุกลุ่มเป้าหมาย ต้องรู้ให้ชัดว่า “เรากำลังขายให้ใคร” เพราะการเข้าใจกลุ่มเป้าหมายจะส่งผลต่อแทบทุกอย่างของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นสินค้า ราคา การตลาด หรือช่องทางการขาย ยิ่งเข้าใจลูกค้ามากเท่าไร ก็ยิ่งออกแบบธุรกิจให้ตอบโจทย์พวกเขาได้มากขึ้นเท่านั้น

2. Value Propositions (คุณค่าที่มอบให้)

ต่อมาธุรกิจต้องตอบคำถามให้ได้ว่า ธุรกิจเรา “แตกต่าง” หรือ “แก้ปัญหาอะไร” ให้ลูกค้าได้ อะไรคือคุณค่า หรือจุดเด่นที่เราต้องการมอบให้ลูกค้า และเป็นเหตุผลที่ลูกค้าต้องเลือกเราแทนร้านอื่น

3. Channels (ช่องทางเข้าถึงลูกค้า)

ลูกค้ารู้จัก และซื้อสินค้า หรือบริการของเราผ่านช่องทางไหนบ้าง ทั้งแบบออนไลน์ และออฟไลน์ เช่น Social Media, LINE MAN, เว็บไซต์ และหน้าร้าน โดยควรเลือกช่องทางที่สอดคล้องกับพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. Customer Relationships (ความสัมพันธ์กับลูกค้า)

ธุรกิจมีวิธีสร้าง และรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างไร ตั้งแต่การดึงดูดลูกค้าใหม่ ไปจนถึงการรักษาฐานลูกค้าเดิม เช่น ระบบสมาชิก โปรโมชัน CRM หรือการสร้าง Community เพราะในหลายธุรกิจ การมีลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำสำคัญไม่แพ้การหาลูกค้าใหม่

5. Revenue Streams (รายได้จากช่องทางใดบ้าง)

ระบุว่า ธุรกิจสร้างรายได้จากอะไรบ้าง เพื่อให้เห็นภาพรวมของรายรับทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากการขายสินค้า ค่าบริการ ค่าสมาชิก ค่าโฆษณา หรือรายได้รูปแบบอื่น ๆ นอกจากนี้ หลายธุรกิจยังใช้ส่วนนี้ในการประมาณรายได้ต่อเดือน รวมถึงคำนวณระยะเวลาคืนทุน เพื่อประเมินความมั่นคง และความเป็นไปได้ของธุรกิจด้วย

6. Key Resources (ทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับธุรกิจ)

ทรัพยากรสำคัญคือสิ่งที่ธุรกิจต้องมี เพื่อให้สามารถดำเนินงาน และส่งมอบคุณค่าให้ลูกค้าได้ ไม่ว่าจะเป็นเงินลงทุน เทคโนโลยี อุปกรณ์ สถานที่ หรือทีมงาน ซึ่งทรัพยากรเหล่านี้ถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจขับเคลื่อนไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

7. Key Activities (กิจกรรมหลักที่ต้องทำ)

กิจกรรมหลักคือสิ่งที่ธุรกิจต้องทำเป็นประจำเพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ เช่น การผลิตสินค้า การตลาด การบริหารจัดการ หรือการบริการลูกค้า เพื่อให้ส่งมอบคุณค่าได้อย่างดีที่สุด

8. Key Partnerships (พาร์ทเนอร์สำคัญ)

ลิสต์รายชื่อกลุ่มพาร์ทเนอร์ หรือพันธมิตรที่ช่วยสนับสนุนให้ธุรกิจดำเนินงานได้ง่ายขึ้น และเติบโตได้เร็ว ตัวอย่างเช่น ซัพพลายเออร์ แพลตฟอร์มเดลิเวอรี Influencer หรือระบบ POS ต่าง ๆ เพราะในความเป็นจริง หลายธุรกิจไม่สามารถทำทุกอย่างได้เองทั้งหมด การมีพาร์ทเนอร์ที่ดีจึงช่วยทั้งลดความเสี่ยง เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และช่วยให้เข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น

9. Cost Structure (โครงสร้างต้นทุน)

ส่วนสุดท้ายคือการระบุต้นทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้นในการดำเนินธุรกิจ ทั้งต้นทุนคงที่ และต้นทุนผันแปร ทั้งค่าเช่า ค่าแรง ค่าวัตถุดิบ ค่าการตลาด และค่าระบบต่าง ๆ ซึ่งต้นทุนเหล่านี้ล้วนเชื่อมโยงกับองค์ประกอบอื่น ๆ ของธุรกิจ และเป็นส่วนสำคัญในการประเมินว่าธุรกิจจะสามารถทำกำไร และเติบโตได้อย่างยั่งยืนหรือไม่

Lean Canvas

Lean Canvas คือโมเดลวางแผนธุรกิจที่ถูกพัฒนาโดย Ash Maurya ซึ่งต่อยอดมาจาก Business Model Canvas อีกที แต่ถูกปรับให้เหมาะกับธุรกิจยุคใหม่ โดยเฉพาะ Startup หรือธุรกิจที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ที่หลายอย่างอาจยังไม่ชัดเจน และยังต้องทดลองไอเดียไปพร้อมกับการเรียนรู้ตลาดจริง

จุดเด่นสำคัญของ Lean Canvas คือการโฟกัสไปที่ “ปัญหาของลูกค้า” และวิธีที่ธุรกิจจะเข้าไปแก้ปัญหานั้น เพราะในช่วงเริ่มต้นของธุรกิจ หลายครั้งสิ่งสำคัญที่สุดคือการตอบให้ได้ว่า “ลูกค้ามีปัญหานี้จริงไหม” และ “สิ่งที่เราทำช่วยแก้ปัญหาได้จริงหรือเปล่า”

Lean Canvas ยังคงโครงสร้างหลักบางส่วนจาก Business Model Canvas เอาไว้ แต่มีการปรับเปลี่ยน 4 ช่อง ได้แก่:

1. Problem (ปัญหา) — เปลี่ยนจาก Key Partners

ระบุ “ปัญหาหลัก” หรือ Pain Point ของลูกค้า ว่ากลุ่มเป้าหมายกำลังเจอกับอะไรอยู่ โดยทั่วไปมักลิสต์ประมาณ 3 ปัญหาหลักที่ธุรกิจต้องการเข้าไปแก้

ตัวอย่าง Pain Point ของกลุ่มคนทำงานออฟฟิศ

  1. ไม่มีเวลาทำอาหารเองในตอนเช้า
  2. ต้องการอาหารที่ทานได้รวดเร็ว ไม่เสียเวลาก่อนเริ่มงาน
  3. อาหารระหว่างทางมักทานยาก เลอะเทอะ หรือไม่สะดวกพกพา

2. Solution (ทางแก้) — เปลี่ยนจาก Key Activities

ช่องนี้คือการอธิบายว่า ธุรกิจจะเข้าไปแก้ปัญหานั้นอย่างไร ผ่านสินค้า บริการ หรือประสบการณ์แบบไหน พูดง่าย ๆ คือ ช่องนี้เป็นการเปลี่ยน “Pain Point” ของลูกค้า ให้กลายเป็น “ไอเดียธุรกิจ” ที่ตอบโจทย์

ตัวอย่างเช่น ขายแซนด์วิชพร้อมทานในช่วงเช้า ใช้แพ็กเกจจิ้งที่ถือสะดวก ทานง่าย ไม่เลอะเทอะ เพื่อช่วยให้กลุ่มคนทำงานสามารถซื้อ และทานได้รวดเร็วก่อนไปทำงาน

3. Key Metrics (ตัวชี้วัดความสำเร็จ) — เปลี่ยนจาก Key Resources

ช่องนี้ใช้สำหรับกำหนดว่า ธุรกิจจะวัดความสำเร็จจากอะไร เพราะต่อให้ไอเดียดีแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีตัวชี้วัด ก็อาจไม่รู้ว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่เวิร์กจริงหรือไม่

ตัวชี้วัดจะแตกต่างกันไปตามประเภทธุรกิจ เช่น จำนวนลูกค้าซื้อซ้ำ ยอดสั่งซื้อ จำนวนผู้สมัครสมาชิก หรือ Conversion Rate (เช่น มีคนเข้าหน้าเว็บไซต์ร้านอาหาร 1,000 คน และมี 50 คนกดสั่งอาหาร แปลว่า Conversion Rate เท่ากับ 5%)

4. Unfair Advantage (ข้อได้เปรียบที่เลียนแบบได้ยาก) — เปลี่ยนจาก Customer Relationships

จุดเด่นที่ถือเป็นข้อได้เปรียบเหนือคู่แข่ง ที่คู่แข่งไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ง่าย และเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความได้เปรียบในระยะยาว

ตัวอย่างเช่น

  • สูตรลับเฉพาะของร้าน
  • Branding ที่แข็งแรง
  • ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
  • ระบบการขนส่งรวดเร็วกว่า

Lean Canvas VS Business Model Canva ต่างกันอย่างไร ใช้แบบไหนดี

ถึงหน้าตาของ Lean Canvas กับ Business Model Canvas จะคล้ายกัน แต่จริง ๆ แล้วทั้งคู่โฟกัสคนละเรื่องกันพอสมควร โดย Business Model Canvas จะเน้นการมอง “ภาพรวมของธุรกิจ” เลยเหมาะกับทั้งธุรกิจใหม่ และธุรกิจที่เริ่มมีระบบชัดแล้ว เพราะช่วยให้เห็นว่าธุรกิจกำลังสร้างคุณค่า หาเงิน และขับเคลื่อนตัวเองอย่างไรในภาพเดียว จึงมักถูกใช้ทั้งกับเจ้าของธุรกิจ นักลงทุน หรือทีมที่ต้องการเห็นภาพรวมร่วมกัน

ส่วน Lean Canvas จะเน้นเรื่องการทดลองไอเดียธุรกิจมากกว่า เหมาะกับ Startup หรือธุรกิจเปิดใหม่ที่หลายอย่างยังไม่ชัด และกำลังหาคำตอบว่า สิ่งที่เราจะทำมีคนต้องการจริงไหม แก้ปัญหาให้ลูกค้าได้หรือเปล่า จึงมีช่องอย่าง Problem, Solution, Key Metrics และ Unfair Advantage เพิ่มเข้ามา เพื่อช่วยลดความเสี่ยง ให้เจ้าของธุรกิจได้ลองตลาด และปรับตัวได้เร็วขึ้น

อีกจุดเด่นของ Lean Canvas คือความยืดหยุ่น เพราะถ้าลองทำแล้วพบว่าสินค้า หรือบริการยังไม่ตอบโจทย์ตลาด ก็สามารถกลับไปปรับเปลี่ยนรายละเอียดในแต่ละช่องได้ทันที โดยไม่ต้องเริ่มวางแผนธุรกิจใหม่ทั้งหมด จึงเหมาะกับธุรกิจที่ต้องการปรับโมเดลธุรกิจอย่างรวดเร็วด้วย

ถ้าถามว่าแบบไหนดีกว่า จริง ๆ แล้วไม่มีคำตอบตายตัว เพราะหลายธุรกิจก็ใช้ทั้งสองแบบร่วมกัน เช่น เริ่มจาก Lean Canvas ในช่วงคิดไอเดีย และทดลองตลาดก่อน พอธุรกิจเริ่มชัดขึ้น ค่อยต่อยอดมาใช้ Business Model Canvas และสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำ ก็ไม่จำเป็นต้องกดดันตัวเองว่าจะต้องกรอกครบทุกช่องตั้งแต่แรก เพราะหลายธุรกิจก็ยังไม่ได้มีคำตอบทุกอย่างในคราวเดียว หากช่องไหนยังคิดไม่ออก ก็สามารถเว้นไว้ก่อนได้ แล้วค่อยกลับมาเติมเมื่อเริ่มเห็นภาพธุรกิจมากขึ้น

ในมุมของธุรกิจร้านอาหารเอง การมีเครื่องมือที่ช่วยจัดการระบบหลังบ้านก็ช่วยแบ่งเบาภาระได้มากเช่นกัน เพราะหลายครั้งปัญหาของร้านไม่ได้อยู่ที่อาหาร หรือการขาย แต่อยู่ที่การจัดการข้อมูล ยอดขาย หรือการเสียเวลาไปกับงานหลังบ้าน นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายร้านมอง Wongnai POS เป็นมากกว่าแค่เครื่องคิดเงิน แต่เป็นเหมือนกุญแจสำคัญที่ช่วยปลดล็อกการจัดการร้านในหลายด้าน ทั้งในฐานะ

  • Key Partner — เป็นผู้ช่วยซัพพอร์ตการจัดการร้านให้ทำงานง่าย และส่งเสริมยอดขาย
  • Key Metric — ช่วยสรุปยอดขาย และดูข้อมูลสำคัญของร้านแบบเรียลไทม์
  • Key Resource — เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยจัดการออเดอร์ ข้อมูล และระบบหลังบ้านในที่เดียว

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะเลือกใช้เครื่องมือไหน สิ่งสำคัญที่สุดคือการเข้าใจแก่นของเครื่องมือ และค่อย ๆ ปรับใช้ และเรียนรู้มันไปเรื่อย ๆ เพราะการวางธุรกิจไม่ใช่สิ่งที่ทำครั้งเดียวแล้วจบ เราต้องปรับเปลี่ยนอยู่เสมอตามสถานการณ์ เพื่อไม่ให้ธุรกิจยึดติดอยู่กับวิธีคิด หรือแผนเดิม ๆ 

สนใจเริ่มต้นเปิดร้านบน LINE MAN 👉🏻 คลิกเลย

📲 ติดตามข่าวสาร และเทคนิคเพิ่มยอดขาย ที่พ่อค้าแม่ค้า LINE MAN ไม่ควรพลาด ได้ที่กระดิ่งแจ้งเตือนบนแอปฯ Wongnai Merchant App 👉🏻 คลิกที่นี่

บทความแนะนำเพิ่มเติม