วิจัยชี้ 49% ของผู้บริโภคเริ่มลดการบริโภค Ultra-Processed Foods “อาหารแปรรูปขั้นสูง”

รู้ไหม? 94.3% ของ Ultra-Processed Foods ในไทยโซเดียมพุ่งทะลุเกณฑ์ และลูกค้ากว่า 49% เริ่มหันหลังให้ของแปรรูปอย่างจริงจัง!

สัญญาณเตือน “Processed Foods Lose Favor”

        จุดแข็งของรสชาติอาจกำลังกลายเป็นจุดอ่อน เมื่อรายงานจาก Euromonitor และสำนักงานนโยบาย และยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ชี้ชัดว่า “อาหารแปรรูปกำลังเริ่มสูญเสียความนิยม” โดยผลสำรวจในปี 2568 ระบุว่า 27% ของผู้บริโภคทั่วโลก พยายามจำกัดการบริโภคอาหารที่มีการแปรรูป ซึ่ง 49% ของกลุ่มผู้ที่ตั้งใจปรับพฤติกรรมเพื่อสุขภาพ เลือกที่จะ “หลีกเลี่ยง” อาหารแปรรูปอย่างจริงจัง ซึ่งกระแสนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสุขภาพ แต่กำลังลามไปสู่ มิติด้านนโยบาย กฎระเบียบ และการค้า อย่างชัดเจน

ทำไมผู้บริโภคถึงเลี่ยง UPFs? ข้อมูลโภชนาการที่ “น่าตกใจ”

แรงผลักดันที่ทำให้ผู้บริโภคมีแนวโน้มหันหลังให้ UPFs มาจากข้อมูลเชิงประจักษ์ที่สะท้อนถึงวิกฤตสุขภาพ หลักฐานทางวิชาการจำนวนมากชี้ให้เห็นว่า การบริโภคอาหารแปรรูปสูงในปริมาณมากมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับภาวะโรคอ้วน และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง(Non-Communicable Diseases หรือ NCDs) เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ และความดันโลหิตสูง ซึ่งกำลังกลายเป็นปัญหาสุขภาพสาธารณะที่ทวีความรุนแรงขึ้นในประเทศไทย

  • สารอาหารที่บิดเบือน ข้อมูลจากฐานงานวิจัยมหาวิทยาลัยมหิดล ชี้ว่า UPFs ในไทยกว่า 94.3% มีโซเดียมเกินเกณฑ์ และ 68.2% มีน้ำตาลสูงเกินมาตรฐาน ซึ่งส่งผลโดยตรงกับโรค NCDs และโรคอ้วน
  • การรับรู้เรื่อง “สารเคมี” ผู้บริโภคเริ่มระแวงส่วนผสมที่ซับซ้อนในกลุ่มเนื้อเทียม (Plant-based meat) หรือซีเรียลอาหารเช้ามักผ่านการปรุงแต่งสูง
  • กลุ่มอาหารที่แม้ภาพจำจะเป็นฟาสต์ฟู้ด แต่ในความเป็นจริง กลุ่มอาหารหลัก (เช่น ขนมปัง, พาสต้า, บะหมี่, และเนื้อสัตว์แปรรูป) กลับเป็นแหล่งพลังงานจาก UPF ที่มากที่สุดถึง 39% ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคเลี่ยงได้ยากที่สุด

เจ้าของร้านอาหารอาจกังวลว่า “ถ้าไม่ให้ใช้ของแปรรูปเลย แล้วจะทำร้านอาหารได้อย่างไร?” ในความเป็นจริง อาหารแปรรูปสามารถจำแนกได้เป็น  Processed Food ที่มีประโยชน์ และจำเป็น กับ Ultra-Processed Foods (UPFs) ที่แฝงอันตรายมากกว่าสารอาหาร

  1. อาหารไม่แปรรูป หรือแปรรูปน้อย Unprocessed or Minimally Processed

คือวัตถุดิบสด เช่น เนื้อไก่สด ผักสด ข้าว เมล็ดธัญพืช หรือการแปรรูปขั้นต้น เช่น การล้าง การหั่น การแช่แข็งเพื่อถนอมอาหาร 

  1. ส่วนผสมปรุงอาหารแปรรูป หรือ Processed Culinary Ingredients

คือสิ่งที่ได้จากธรรมชาติผ่านการสกัด เช่น น้ำมันพืช เนย เกลือ น้ำตาล สิ่งเหล่านี้ใช้เพื่อปรุงรสในครัว ไม่ได้เป็นอันตรายหากใช้ในปริมาณที่เหมาะสม

  1. อาหารแปรรูป หรือ Processed Foods

จุดที่คนมักเข้าใจผิดว่าอันตราย แต่ความจริงแล้วกลุ่มนี้คือการนำกลุ่มที่ 1 มาผสมกับกลุ่มที่ 2 เช่น ผักกาดดอง (ผัก+เกลือ), ปลากระป๋อง (ปลา+น้ำมัน/ซอสมะเขือเทศ), ขนมปังทำสด (แป้ง+ยีสต์+เกลือ)

ทำไมกลุ่มนี้ถึงไม่อันตราย? เพราะมันยังรักษาโครงสร้างอาหารเดิมไว้ และใช้ส่วนผสมที่เรารู้จักกันดีในครัว

  1. อาหารแปรรูปขั้นสูง หรือ Ultra-Processed Foods (UPFs)

นี่คือ “ตัวจริง” ที่เป็นอันตราย เพราะมันไม่ใช่แค่การผสมวัตถุดิบ แต่เป็นการนำสารสกัดจากอาหาร เช่น เคซีน, แลคโตส, ไฮโดรจีเนตออยล์ มาผสมกับสารเติมแต่งสังเคราะห์ เพื่อให้รสชาติอร่อยเกินจริง และเก็บได้นานมาก “ความน่ากลัว” ของส่วนผสม ไม่ได้อยู่ที่ตัวมันเอง แต่อยู่ที่ชื่อที่อ่านแล้วไม่รู้ว่าคืออะไร

ตัวอย่าง ไส้กรอกสีชมพูสดที่ใส่สารไนไตรท์ หรือพูดง่าย ๆ คือ เป็น “สารกันเสียสำหรับเนื้อสัตว์”, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่มีโซเดียมเกินเกณฑ์ 94.3%, หรือน้ำจิ้มที่เต็มไปด้วยสารคงตัว และสารให้ความหวานสังเคราะห์

จุดกำเนิดเทรนด์อาหารที่ไม่ใช่ “Ultra-Processed Foods” 

ทิศทางของตลาดอาหารทั่วโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาอาหารแปรรูปสูง (Ultra-Processed Foods หรือ UPFs) ไปสู่แนวคิด “น้อยแต่มาก” โดยผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับอาหารที่ผ่านกระบวนการน้อยที่สุดแทน ใช้วัตถุดิบไม่ซับซ้อน และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง เทรนด์นี้สะท้อนความต้องการที่ชัดเจนต่อความเรียบง่าย และความเป็นธรรมชาติในสิ่งที่บริโภคเข้าไปในชีวิตประจำวัน งานวิจัยคาดการณ์ว่าในปี 2572 มูลค่าตลาดอาหารหลัก (Staple Foods)  หรืออาหารพื้นฐาน เช่น ข้าว มันฝรั่ง ขนมปัง และธัญพืช  “แบบออร์แกนิก” ทั่วโลกจะขยายตัวมากถึง 79%

กลยุทธ์ และโอกาสทางการตลาดใหม่

การชู "วัตถุดิบหลัก" เป็นออร์แกนิก 

แทนที่ร้านจะทำทุกอย่างเป็นออร์แกนิก ให้เลือกเฉพาะวัตถุดิบที่ลูกค้าให้ความเชื่อมั่นสูง เช่น ข้าว หรือผักผลไม้ เปลี่ยนจากข้าวขาวทั่วไป เป็น “ข้าวหอมมะลิออร์แกนิกจากวิสาหกิจชุมชน” แล้วระบุในเมนูชัดเจนว่า “ใช้ข้าวออร์แกนิก” สิ่งนี้จะช่วยลดความกังวลเรื่องการปนเปื้อน และเพิ่มมูลค่าให้จานอาหารได้ทันที

ใช้ "ฉลากสะอาด" (Clean Label) แทนการอธิบายเชิงเทคนิค

รายงาน สนค. ระบุว่าการสื่อสารถึง “ความเป็นธรรมชาติ” และ “ความเรียบง่ายของส่วนผสม” มีน้ำหนักทางการตลาดมากกว่าการอธิบายกระบวนการผลิตที่ซับซ้อน ออกแบบเมนูโดยใช้คำที่เข้าใจง่าย เช่น “ใช้น้ำตาลจากดอกมะพร้าวธรรมชาติ” หรือ “ปรุงรสด้วยเกลือสมุทรธรรมชาติ ไม่ใส่ผงชูรส” ลูกค้าจะรู้สึกว่าอาหารร้านคุณคือ “Real Food” ไม่ใช่ “Lab Food”

การปรับเข้ากับ Delivery 

เมื่อลูกค้าสั่งผ่านแอปฯ พวกเขามองไม่เห็นครัว การมีตัวเลือกออร์แกนิก หรือธรรมชาติช่วยเพิ่ม ตัวเลือกเพื่อเพิ่มยอดขาย และความเชื่อมั่นของลูกค้าได้ การให้ลูกค้าสามารถเลือกอัปเกรดวัตถุดิบเป็นออร์แกนิกได้ เช่น เพิ่ม 10 ถึง 20 บาท สำหรับการเลือกข้าวไรซ์เบอร์รี่แทนข้าวขาว ติดสติกเกอร์ที่ หรือเขียนโน้ตบอกว่าส่วนผสมในกล่องนี้มีอะไรที่เป็น “ธรรมชาติ” บ้าง เพื่อย้ำเตือนความใส่ใจเมื่ออาหารถึงมือลูกค้า

เพิ่มตัวเลือกออร์แกนิกในแอปฯ อัปยอดขายให้กับเมนูในร้านอาหารได้แล้ววันนี้ คลิกที่นี่

ร้านอาหารไม่จำเป็นต้อง “เลิกใช้วัตถุดิบแปรรูปทั้งหมด” 

การมีตัวเลือกที่แปรรูปน้อยกว่าในร้าน คือการส่งสัญญาณว่าร้านคุณเข้าใจลูกค้าในยุคที่การแข่งขันในแพลตฟอร์มเดลิเวอรีสูงมาก ร้านที่มีตัวเลือกหลากหลาย และสื่อสารได้ดี จะได้เปรียบมากกว่าร้านที่ขายแบบเดิม การขยับเข้าหาตลาดออร์แกนิก และธรรมชาติ จึงไม่ใช่แค่เรื่อง “สุขภาพ” แต่คือการสร้าง “กำแพงป้องกันคู่แข่ง” ร้านที่เริ่มปรับตัวจะได้รับประโยชน์จากการที่ตลาดโตขึ้นกว่า 103% และความปลอดภัยจากมาตรการทางภาษี หรือกฎระเบียบเรื่อง UPFs ที่รัฐบาลไทย และต่างประเทศกำลังพิจารณาบังคับใช้ในอนาคต

ร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ร้านค้ากับ LINE MAN คลิกที่นี่

บทความแนะนำเพิ่มเติม