.jpg)
เพราะแบรนด์อาหารระดับโลกไม่ได้ชนะแค่เพราะงบโฆษณา แต่ชนะเพราะกล้าคิดต่างในจุดที่ร้านอื่นไม่กล้าคิด
ในวันที่ทุกแบรนด์พูดพร้อมกัน การตลาดยุคเก่าพยายามทำให้แบรนด์ดูสมบูรณ์แบบ ในขณะที่ผู้บริโภคถูกถล่มด้วยโฆษณากว่า 10,000 ชิ้นต่อวัน สิ่งที่ทำให้คนหยุดเลื่อนจริง ๆ คือการทำในสิ่งที่ “คนไม่คาดคิด” Disruptive Marketing จึงไม่ได้เกิดมาเพื่อแข่งเรื่องงบโฆษณา หรือจำนวนโพสต์ แต่เกิดมาเพื่อทำลายรูปแบบเดิม ๆ ของการสื่อสารทางการตลาดเพราะ Disruptive กล้าพูด และความกล้าพวกนี้คือแม่เหล็กเพราะมันทำให้แบรนด์ดูเป็นมนุษย์ ไม่ใช่ “ป้ายโฆษณาเดินได้”
ปัญหาของการตลาดวันนี้ไม่ใช่ลูกค้าไม่สนใจ แต่เป็นเพราะลูกค้า “รู้ทัน” ทุกอย่าง ตั้งแต่พาดหัวไปจนถึงโปรโมชั่น ลูกค้าเดาได้ว่าประโยคต่อไปจะพูดอะไร ลดกี่เปอร์เซ็นต์ แถมอะไร และอ้างคุณภาพแบบไหน เมื่อทุกแบรนด์ใช้ภาษาเดียวกัน การตลาดจึงกลายเป็นแค่เสียงพื้นหลัง Disruptive Marketing เข้ามาเพื่อหยุดวงจรนี้ ด้วยการเลิกพูดในสิ่งที่ทุกคนพูด และเริ่มพูดในสิ่งที่ลูกค้าคิดอยู่เงียบ ๆ แต่ไม่มีใครกล้าพูดออกมา
หลายคนเข้าใจว่า Disruptive Marketing ต้องแรง ต้องกวน หรือเสี่ยงดราม่า ความจริงแล้วหัวใจของมันคือ “ความชัดเจน” ที่อาจจะถูกมองว่าเป็น “ความแปลก” การพังเกมเดิมไม่ใช่การทำลายตลาด แต่คือการสร้างพื้นที่ใหม่ที่คู่แข่งยังไม่กล้าเข้า
จุดพีคของการ Disrupt คือการสร้างความตกตะลึงที่เปลี่ยนมุมมองของผู้คนไปตลอดกาล ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือแคมเปญ "The Real Chees Burger" ของ Burger King ในประเทศไทย ที่เปิดตัวเบอร์เกอร์ที่มีแต่ "ชีส 20 แผ่น" โดยไม่มีเนื้อสัตว์ หรือผักเลย
.jpg)
ผลลัพธ์ของแคมเปญนี้กลายเป็นไวรัลระดับโลก ไม่ใช่แค่ในไทย แต่สื่อต่างประเทศอย่าง CNN และสถาบันวิจัยการตลาดต่างพากันวิเคราะห์ถึงความกล้าหาญนี้ มันช่วยสร้าง Share of Voice หรือการพูดถึงที่มหาศาลโดยไม่ต้องทุ่มงบโฆษณาแบบดั้งเดิม
การตลาดแบบนี้มี “ความเสี่ยงสูง” (High Risk) หลายคนอาจตั้งคำถามว่า "ใครจะกิน?" หรือ "นี่มันทำลายสุขภาพเกินไปไหม?" ร้านส่วนใหญ่กลัวทัวร์ลง แต่หัวใจของ Disruptive Marketing คือการยอมรับว่า "ถ้าคุณพยายามถูกใจทุกคน คุณจะไม่เป็นที่รักของใครเลย"
ยุคที่แบรนด์ต้องดูสมบูรณ์แบบกำลังจะผ่านไป ลูกค้าวันนี้เชื่อในความจริงมากกว่าภาพลักษณ์ Disruptive Marketing จึงเลือกเล่าเรื่องจริงมากกว่าเรื่องสวย ร้านเล็กก็บอกว่าเล็ก ของหมดก็บอกว่าหมด ช้าก็บอกว่าช้าแต่ตั้งใจ ความไม่สมบูรณ์แบบเหล่านี้กลับทำให้แบรนด์ดูมีตัวตน มีบุคลิก และน่าเชื่อถือมากกว่าคำโฆษณาที่ดูดีแต่ไม่มีชีวิต
สำหรับพ่อค้าแม่ค้า Disruptive Marketing คือการ "เลิกเป็นผู้ตาม แต่จงเป็นผู้นำเทรนด์" ร้านที่รอดอาจไม่ใช่ร้านที่ขายถูกที่สุดอีกต่อไป แต่คือร้านที่ "ฉลาดที่สุด" และกล้าฉีกกรอบเดิม ๆ ออกมา ข้อมูลงานวิจัยในไทยย้ำชัดว่า "ความต่าง" คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในยุคนี้
เริ่มเป็นผู้นำเทรนด์ Disruptive Marketing แล้วขาย "ความต่าง" ของร้านให้ "สุดโต่ง" พร้อมดันร้านผ่าน โฆษณา LINE MAN Listing ทำให้ต่างจนคนหยุดฟัง
ร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ร้านค้ากับ LINE MAN คลิกที่นี่
บทความแนะนำเพิ่มเติม