เลิกทำการตลาดในกรอบ! พลิกโลกธุรกิจด้วย “Disruptive Marketing”

เพราะแบรนด์อาหารระดับโลกไม่ได้ชนะแค่เพราะงบโฆษณา แต่ชนะเพราะกล้าคิดต่างในจุดที่ร้านอื่นไม่กล้าคิด

“Disruptive Marketing” การตลาดที่ไม่ขอเสียงดัง แต่ขอให้คนหยุดอ่าน

        ในวันที่ทุกแบรนด์พูดพร้อมกัน การตลาดยุคเก่าพยายามทำให้แบรนด์ดูสมบูรณ์แบบ ในขณะที่ผู้บริโภคถูกถล่มด้วยโฆษณากว่า 10,000 ชิ้นต่อวัน สิ่งที่ทำให้คนหยุดเลื่อนจริง ๆ คือการทำในสิ่งที่ “คนไม่คาดคิด” Disruptive Marketing จึงไม่ได้เกิดมาเพื่อแข่งเรื่องงบโฆษณา หรือจำนวนโพสต์ แต่เกิดมาเพื่อทำลายรูปแบบเดิม ๆ ของการสื่อสารทางการตลาดเพราะ Disruptive กล้าพูด  และความกล้าพวกนี้คือแม่เหล็กเพราะมันทำให้แบรนด์ดูเป็นมนุษย์ ไม่ใช่ “ป้ายโฆษณาเดินได้”

ลูกค้าไม่ได้เบื่อโฆษณา แต่เบื่อโฆษณาที่เดาได้

ปัญหาของการตลาดวันนี้ไม่ใช่ลูกค้าไม่สนใจ แต่เป็นเพราะลูกค้า “รู้ทัน” ทุกอย่าง ตั้งแต่พาดหัวไปจนถึงโปรโมชั่น ลูกค้าเดาได้ว่าประโยคต่อไปจะพูดอะไร ลดกี่เปอร์เซ็นต์ แถมอะไร และอ้างคุณภาพแบบไหน เมื่อทุกแบรนด์ใช้ภาษาเดียวกัน การตลาดจึงกลายเป็นแค่เสียงพื้นหลัง Disruptive Marketing เข้ามาเพื่อหยุดวงจรนี้ ด้วยการเลิกพูดในสิ่งที่ทุกคนพูด และเริ่มพูดในสิ่งที่ลูกค้าคิดอยู่เงียบ ๆ แต่ไม่มีใครกล้าพูดออกมา

ไม่ใช่แค่ทำตัว “แปลก” แต่คือการกล้าพังเกมเดิม

หลายคนเข้าใจว่า Disruptive Marketing ต้องแรง ต้องกวน หรือเสี่ยงดราม่า ความจริงแล้วหัวใจของมันคือ “ความชัดเจน” ที่อาจจะถูกมองว่าเป็น “ความแปลก” การพังเกมเดิมไม่ใช่การทำลายตลาด แต่คือการสร้างพื้นที่ใหม่ที่คู่แข่งยังไม่กล้าเข้า

จุดพีคของการ Disrupt คือการสร้างความตกตะลึงที่เปลี่ยนมุมมองของผู้คนไปตลอดกาล ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือแคมเปญ "The Real Chees Burger" ของ Burger King ในประเทศไทย ที่เปิดตัวเบอร์เกอร์ที่มีแต่ "ชีส 20 แผ่น" โดยไม่มีเนื้อสัตว์ หรือผักเลย

  • The Disruptive Move การท้าทายขนบของเบอร์เกอร์ที่ต้องมีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน แต่ Burger King เลือกจะ Disrupt ด้วย "ความสุดโต่ง" (Extremity) ตอบโจทย์คนที่ชอบชีสแบบไร้เหตุผล

ผลลัพธ์ของแคมเปญนี้กลายเป็นไวรัลระดับโลก ไม่ใช่แค่ในไทย แต่สื่อต่างประเทศอย่าง CNN และสถาบันวิจัยการตลาดต่างพากันวิเคราะห์ถึงความกล้าหาญนี้ มันช่วยสร้าง Share of Voice หรือการพูดถึงที่มหาศาลโดยไม่ต้องทุ่มงบโฆษณาแบบดั้งเดิม

การตลาดแบบนี้มี “ความเสี่ยงสูง” (High Risk) หลายคนอาจตั้งคำถามว่า "ใครจะกิน?" หรือ "นี่มันทำลายสุขภาพเกินไปไหม?" ร้านส่วนใหญ่กลัวทัวร์ลง แต่หัวใจของ Disruptive Marketing คือการยอมรับว่า "ถ้าคุณพยายามถูกใจทุกคน คุณจะไม่เป็นที่รักของใครเลย"

การตลาดที่ทำงานกับความจริง ไม่ใช่ภาพฝัน

ยุคที่แบรนด์ต้องดูสมบูรณ์แบบกำลังจะผ่านไป ลูกค้าวันนี้เชื่อในความจริงมากกว่าภาพลักษณ์ Disruptive Marketing จึงเลือกเล่าเรื่องจริงมากกว่าเรื่องสวย ร้านเล็กก็บอกว่าเล็ก ของหมดก็บอกว่าหมด ช้าก็บอกว่าช้าแต่ตั้งใจ ความไม่สมบูรณ์แบบเหล่านี้กลับทำให้แบรนด์ดูมีตัวตน มีบุคลิก และน่าเชื่อถือมากกว่าคำโฆษณาที่ดูดีแต่ไม่มีชีวิต

  • Burger King ที่ไม่ได้บอกว่านี่คืออาหารสุขภาพ แต่บอกว่านี่คือความสะใจสำหรับ Cheese Lover ซึ่งความ "จริงใจ" นี้เองที่ซื้อใจคนได้ดีกว่าโฆษณาชวนเชื่อ

Disruptive Marketing ไม่ได้ทำให้คุณดัง แต่ทำให้คุณไม่ถูกลืม

สำหรับพ่อค้าแม่ค้า Disruptive Marketing  คือการ "เลิกเป็นผู้ตาม แต่จงเป็นผู้นำเทรนด์" ร้านที่รอดอาจไม่ใช่ร้านที่ขายถูกที่สุดอีกต่อไป แต่คือร้านที่ "ฉลาดที่สุด" และกล้าฉีกกรอบเดิม ๆ ออกมา ข้อมูลงานวิจัยในไทยย้ำชัดว่า "ความต่าง" คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในยุคนี้

เริ่มเป็นผู้นำเทรนด์ Disruptive Marketing แล้วขาย "ความต่าง" ของร้านให้ "สุดโต่ง" พร้อมดันร้านผ่าน  โฆษณา LINE MAN Listing  ทำให้ต่างจนคนหยุดฟัง 

ร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ร้านค้ากับ LINE MAN คลิกที่นี่

บทความแนะนำเพิ่มเติม